วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

5 เดี๋ยว ที่ไม่ควรเดี๋ยว

"5 เดี๋ยว" ที่เดี๋ยวแล้ว ก็เดี๋ยวอีกนาน 
ช่วงนี้มีเพื่อน ๆ หลายคนกำลังตัดสินใจ
ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น เรื่องเรียน เรื่องทำงาน เรื่องเริ่มธุรกิจใหม่

(ลองอ่านรายละเอียดในรูปน่ะครับ)
แล้วทุกท่าน จะรู้ว่าทำไมจึงไม่ควร "เดี๋ยว" …
EA ขั้นเทพ,EA ระดับเทพ,Master Trade ขั้นเทพ

EA ขั้นเทพ,EA ระดับเทพ,Master Trade ขั้นเทพ

EA ขั้นเทพ,EA ระดับเทพ,Master Trade ขั้นเทพ

EA ขั้นเทพ,EA ระดับเทพ,Master Trade ขั้นเทพ

EA ขั้นเทพ,EA ระดับเทพ,Master Trade ขั้นเทพ



เพราะฉะนั้น อย่าไป "เดี๋ยว" เลยครับ
อยากมีเวลา ก็ต้องรู้จักวางแผนชีวิตให้เป็น!
อยากพร้อม ก็ต้องรู้จักวางแผน ศึกษาหาความรู้!
อยากว่าง ก็ต้องรู้จักวางแผน หาคนหรือระบบมาทำงานแทนเร็วๆ!
อยากมีทุน ก็ต้องรู้จักวางแผน สะสม อดออมเงิน ใช้จ่ายอย่างประหยัด!
อยากมีโอกาส ก็ต้องรู้จักพัฒนาตัวเองตลอดเวลา พร้อมสำหรับทุกโอกาสที่จะมาถึง!

...ใครคนไหน อยาก "เดี๋ยว" ก็เดี๋ยวต่อไป...
แต่ถ้าเป็นผม ผมจะ........ "เดี๋ยวนี้" เลย Do it now!!!

Ai eZanFx Trader จะพัฒนาระบบที่มีอยู่ ให้ดี เพื่อให้ทุกคนอยู่รอดในตลาด Forex
เพื่อประหยัดค่าประสบการณ์ ค่าครูในตลาดให้กับทุกท่าน

#‎แล้วกลับบ้านเกิด‬ ไปดูแลพ่อแม่ คนที่เรารัก ‪
#‎ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข‬ ‪
#‎สุขสำเร็จ‬ ‪
#‎สุขที่สร้างสุข‬ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ

Cr. Un+ Chirdpong

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การลงทุนมีความเสี่ยง การไม่ลงทุนเสี่ยงกว่า

ขนาดท้องยังมีท้องอืดกับท้องเฟ้อเลย!!! แน่นอนว่าเงินย่อมมีเงินฝืดกับเงินเฟ้อ
หากจะอธิบายง่ายๆคงต้องแยกคำตอบออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 

การลงทุนมีความเสี่ยง หมายความว่า การที่เราเอาเงินไปลงทุนย่อมมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ ยกตัวอย่างเช่น วันนี้เรานำเงินของเราไปลงทุนเปิดร้านขายเสื้อผ้า แต่ร้านที่เปิดกลับขายไม่ดีไม่คุ้มกับค่าเช่า รายจ่ายมากกว่ารายรับจนอยู่ต่อไปไม่ได้ต้องปิดร้านไปในที่สุด นั่นก็เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ซึ่งคงต้องบอกว่าการลงทุนทุกปรเภทย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นร่วมด้วยเสมอ และระดับความเสี่ยงจะแตกต่างกันออกไปขึ้นกับการลงทุนในแต่ละประเภท หากจะจำแนกการลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงจากน้อยไปมาก ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้น หุ้นแปลงสภาพ Forex เป็นต้น

การไม่ลงทุนเสี่ยงกว่า หมายความว่า หากเราเลือกที่จะไม่ลงทุน เงินที่มีอยู่ก็จะมีมูลค่าน้อยลงในอนาคต พูดง่ายๆว่า 30 บาทในวันนี้ซื้อข้าวราดแกงทานได้จานหนึ่ง แต่ 30 บาท ในวันข้างหน้าซื้อไม่ได้เพราะข้าวของแพงขึ้น หรือนั่นก็คือมูลค่าของเงินลดลงตามกาลเวลา เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เงินเฟ้อ ดังนั้นในการที่เราจะเอาชนะเงินเฟ้อนั้นจะต้องนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนให้มีผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าของเงินเฟ้อ


จะง่ายกว่าไหมถ้าไม่ต้องเทรดเอง !!!



***Ai eZanFx ทำให้รวยด้วยการเทรด‬ eZanFx Trader ทำให้รวยได้โดยไม่ต้องเทรดเอง*** 
"Ai eZanFx ให้คุณสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข  
Ai eZanFx Trader ไม่ใช่การระดมทุน ไม่ใช่การฝากเทรด ไม่มีใครมาโกงได้นะครับ"

"รายได้เสริมกับ Ai eZanFx, อาชีพเสริมกับ Ai eZanFx
Ai eZanFx ระบบปั่นเงินอัตโนมัติ,  Ai eZanFx อีกทางเลือกของการลงทุน
Ai eZanFx Trader ระบบปั่นเงินอัตโนมัติ"

หมายเหตุ:การลงทุนมีความเสี่ยง การไม่ลงทุนเสี่ยงกว่า

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การระดมทุนของธนาคาร

รู้ไหม...การที่นำเงินไปฝากธนาคาร...ท่านคงว่าเงินอยู่ในนั้น...แต่จริงๆ แล้วเงินของท่านไม่อยู่แล้ว...มีเพียงตัวอักษรในสมุดบัญชีว่า "ธนาคารเป็นหนี้ท่านอยู่"

ธนาคารก็นำเงินนั้นไปปล่อยกู้ เก็บดอกเบี้ยปีละ 8 % 
แต่...ดอกเบี้ยเงินฝากปีละ 0.75 - 7.25% น้่นคือกำไรจากการฝากเงินของท่าน 
"มันคือการระดมทุนไปทำธุรกิจดีดีนี่เอง"

ทำไมการระดมทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าธนาคารจึงผิดกฎหมายละเคยคิดกันบ้างไหม 

แล้วคุณคิดว่าใครเสียผลประโยชน์ละ!!! 

ถึงเวลาเอาเงินคืนบ้างแล้ว ทำไมต้องให้คนรวยเอาเงินคุณไป...ทำไมไม่เป็นคนรวยซะเอง



วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ถามความรู้สึกตัวเอง

เคยมีคำถามกับตัวเองบ้างไหม...

1.ทุกวันนี้มีความรักหรือมีความสุขกับงานที่ทำอยู่หรือไม่
2.ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้เคยคิดที่จะหารายได้เพิ่มหรือไม่
3.เคยไหมที่คุณตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตตัวเองอย่างสวยหรู แต่ทำไม่ได้อย่างที่หวังไว้
4.โจทย์ชีวิตของคุณคืออะไร
5.คุณคิดว่า Forex จะเข้ามาตอบโจทย์ชีวิตได้หรือไม่

ผมอยากให้ลองคิดตามลองตอบตัวเองและตั้งเป้าหมายให้กับตัวเองนะครับ
1.รายได้ปัจจุบัน
2.ภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบ
3.ค่าใช้จ่ายต่อเดือน
4.หนี้สิน
5.เงินเก็บ
6.สิ่งที่อยากได้สิ่งที่ต้องการ
7.ความมั่นคงของรายได้และงานที่ทำ
8.เป้าหมายของชีวิตและครอบครัว


ลองดูคลิปเก้าอี้ตัวแรกดูครับเผื่อจะรู้สาเหตุว่าทำไมใครหลายๆ คนถึงไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

"มาเป็นครอบครัวเดียวกันกับ eZanFx
และมาทำเป้าหมายของคุณให้สำเร็จที่ "

สามารถเทรด Forex เป็นอาชีพได้จริงหรือไม่

สามารถเทรด Forex เป็นอาชีพได้จริงหรือไม่?

คำตอบสำหรับคำถามนี้คือ "ได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง"

หลายคนที่เข้ามาสู่โลกของการลงทุนเพราะมีความฝันที่อยากจะเลิกทำงานประจำ ที่ต้องตื่นแต่เช้าเข้างานให้เป็นเวลาหรือมีธุระกิจของตัวเอง แต่ไม่มีความเป็นส่วนตัวและอิสระมากพอ จึงหันมาจับเมาส์แล้วทุนทุนผ่านคอมพิวเตอร์ โดยไม่รู้เลยว่าหากจะยึดการลงทุนเป็นอาชีพนั้น มันมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องทำความเข้าใจมากกว่าที่ทุกคนคิด

การเทรด Forex หากคุณมีความตั้งใจแน่วแน่ รักมัน และอยากจะเทรด Forex เป็นอาชีพหลักอย่างจริงจัง พลังจากความรักใน Forex จะส่งผลทำให้คุณ เป็นนักเทรด Forex ระดับมืออาชีพ ซึ่งสามารถหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างสบายๆ เลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ ในตลาด Forex 95% เป็นผู้แพ้ และอีก 5% เป็นผู้ชนะ นั่นแสดงว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะเทรด forex เป็นอาชีพได้ และก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้แพ้ ฉะนั้นหน้าที่ต่อไปของคนที่จะประสบความสำเร็จในการเทรด Forex เป็นอาชีพได้ก็คือ หาคำตอบให้ได้ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่ม 5% ที่เป็นผู้ชนะได้ คำตอบทั้งหมดก็อยู่ในเว็บบล็อกแห่งนี้แล้ว ลองค้นหากันดูนะครับ

ผมจะขอสรุปให้พอเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการเทรด Forex เป็นอาชีพ ดังนี้

1.ถ้าคุณต้องการเทรด forex เป็นอาชีพหลัก โดยที่ไม่ต้องการทำอาชีพอื่นใดเลย คุณจำเป็นจะต้องมีเงินเก็บที่เยอะมากๆ และเป็นเงินที่เย็นด้วย

2.นำเงินเก็บที่อยู่ในตู้เย็น (เงินเย็น) มาลงทุนในตลาด forex ไม่เกิน 10% ของเงินเก็บทั้งหมด

3.ไม่เป็นผู้มีภาระหนี้สินล้นพ้นตัว ประเภทเทรดเพื่อใช้หนี้สิน ขออย่าได้คิด เพราะมันเป็นการทำลายจิตวิทยาในการเทรด Forex ของตัวเอง

4.เทรดด้วยความเสี่ยงที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือให้คิดถึงเรื่องการเสียเงินต้นให้ยากที่สุด ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องผลกำไรที่จะได้จากการเทรด

5.ตั้งเป้าหมายการทำกำไรในแต่ละเดือนด้วยตัวเลขที่แน่นอน เมื่อเทรดได้ตามเป้าหมายแล้ว ให้หยุดเทรดทันที

6.มีวินัยและซื่อสัตย์ต่อแผนงานทั้งหมดที่ได้วางไว้ทุกประการ

ตามที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ก็เป็นเพียงแนวทางส่วนตัวของกระผมอย่างคร่าวๆ ในการที่จะเทรด Forex เป็นอาชีพ
รวยจาก forexระบบทำเงินอัตโนมัติหาเงินออนไลน์Copy Tradeea ขั้นเทพNebula XCSignal Forex
รวยจาก forex, ระบบทำเงินอัตโนมัติ, หาเงินออนไลน์, Copy Trade, ea ขั้นเทพ, Nebula XC, Signal Forex
การสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ Copy Trade,รวยจาก forex, ระบบทำเงินอัตโนมัติ, หาเงินออนไลน์, Copy Trade, ea ขั้นเทพ, Signal Forex, master trade ขั้นเทพ,Margin Call คือ

เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียการเทรดด้วยตัวเอง กับการใช้ระบบ COPY TRADE

เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียการเทรดด้วยตัวเอง กับการใช้ระบบ COPY TRADE

การเทรดด้วยตัวเอง
1.จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิคของค่าเงิน
รวยด้วยระบบ copy trade
2.ต้องมีเวลาติดตามข่าวสารอย่างมากเพื่อคิดวิเคราะห์แนวโน้มตลาด 
รวยด้วยระบบ copy trade
3.หากอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเทรดของเราเกิดปัญหาขัดข้อง เช่น ไฟดับ คอมพิวเตอร์หรือสัญญาณ
อินเตอร์เน็ตมีปัญหา จะทำให้เราไม่สามารถเทรดทำกำไรได้
รวยด้วยระบบ copy trade
4.มีอารมณ์ส่วนตัวของเราเข้ามาเกี่ยวข้องในการเทรด ทำให้การคิดวิเคราะห์ผิดพลาด
รวยด้วยระบบ copy trade
5.ยังเป็นลักษณะใช้แรงทำงานแลกเงิน

ระบบ Copy Trade
1.ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานความรู้ในด้านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิคของค่าเงินมากนัก
รวยด้วยระบบ copy trade
2.ไม่จำเป็นต้องมีเวลาติดตามข่าวสารมากนัก
รวยด้วยระบบ copy trade
3.หากอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการเทรดของเราเกิดปัญหาขัดข้อง เช่น ไฟดับ คอมพิวเตอร์หรือสัญญาณอินเตอร์เน็ตมีปัญหา การเทรดทำกำไรยังดำเนินต่อไปได้ เพราะ ในฝั่งของมาสเตอร์ที่เรา Copy Trade ยังสามารถเปิดปิดออร์เดอร์ให้เราได้ตามปกติ

4.ไม่มีอารมณ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องในการเทรด เพราะการเปิด/ปิดออร์เดอร์ทุกอย่าง เป็นไปโดยอัตโนมัติ โดย Master Trade ที่มีประสบการณ์สูง
รวยด้วยระบบ copy trade
5.เป็นรูปแบบใช้เงินทำงาน โดยแท้จริง
การสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ Copy Trade,รวยจาก f
Passive Income 
ใช้เงินทำงาน 
Copy Trade เครื่องมือปั่นเงิน 
Ai eZanFx อีกหนึ่งตัวเลือกของการลงทุน  

หาความรู้เรื่อง Forex ในวันหยุด

สวัสดีวันอาทิตย์ ที่ 14/08/59 วันหยุดของใครหลายๆ คน เลือกที่จะพักผ่อน แต่ผมขอมาหาความรู้ใส่ตัว เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด...โดยเฉพาะเรื่อง Forex เรียนรู้ได้ตลอดเวลา

Copy‬ trade จาก Nebula XC นวัตกรรมการทำกำไรจากตลาด forex ซึ่งเป็นตลาดเทรดค่าเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดทำการ 24 ชม / 5 วัน ซึ่งคุณสามารถทำกำไรได้ ตลอด 24 ชม ภายใน 5 วันต่อสัปดาห์

มันจะดีไหมขณะที่คุณกำลังทำงาน กินข้าว นอน ดูหนัง และท่องเที่ยว อยู่นั้น คุณยังสามารถทำกำไรได้ตลอดเวลา ด้วยการ Copy trade จากโปรแกรมอัติโนมัติ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรอยู่ที่ไหนพอร์ตของคุณก็จะออกออเดอร์ตามโดยอัติโนมัติ

คุณไม่ต้องนั่งเฝ้ากราฟ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การเทรด โปรแกรม copy trade จะทำงานให้โดยอัติโนมัติ และสามารถทำกำไรจาก Forexได้ 20-50% ต่อเดือน 


Forex Copy trade เป็นระบบทำเงินอัติโนมัติในโลกยุคดิจิตัล บัญชีเป็นชื่อเราเองถอนเงินทุนและกำไรออกมาได้ ให้คุณสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข 
***Copy trade ไม่ใช่การระดมทุนนะครับ***

บรรยากาศในห้องเรียน
14/08/59 @Nebula Xc
รวยด้วยระบบ copy trade 
รวยด้วยระบบ copy trade 
รวยด้วยระบบ copy trade 

การสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ Copy Trade,รวยจาก forex, ระบบทำเงินอัตโนมัติ, หาเงินออนไลน์, Copy Trade, ea ขั้นเทพ, Signal Forex, 
 รวยจาก forexระบบทำเงินอัตโนมัติหาเงินออนไลน์Copy Tradeea ขั้นเทพNebula XCSignal Forex

"ใช้เงินทำงานสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ ระบบ Copy Trade  
โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย คุณก็รวยได้ By Nebula Xc"

ระบบ Copy‬ trade ไม่ใช่การรับฝากเทรด

Forex เทรดเอง กำไร ก็ตามความสามารถของตนเอง หลายๆ ท่านเก่งสามารถทำกำไรเป็น 20-100% ต่อเดือน หลายๆ ท่านก็ติดลบ

แต่...สำหรับคนที่ไม่เก่ง ไม่มีประสบการณ์ อาจจะขาดทุนมากกว่าได้กำไร ต้องศึกษา เรียนรู้ และฝึกฝนจนเกิดความชำนาญให้ดีก่อน เราจึงแนะนำระบบ copy trade ดีกว่าครับ เหมือนให้คนเก่ง (เซียน) เทรดแทนเรา แต่เป็นพอร์ตการลงทุนชื่อเรา (ไม่มีการโอนเงินให้ใครใดๆ ทั้งสิ้น) 

ระบบ copy trade เป็นการเทรดโดยที่เราไม่ต้องเทรดเอง เพียงเปิดพอร์ตเป็นของเราเอง แล้วเลือก copy คนที่มีประวัติการเทรดที่ดี ที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง Drawdown ต่ำ และคำสั่งซื้อขายของเราจะผูกติดกับผู้นำเทรด(Master Trade) ที่เราเลือกโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปเสียเวลาไปนั่งเทรดเองให้เมื่อย ซึ่งคำแนะนำสำหรับการเลือกผู้นำเทรด(Master Trade) สามารถเรียนรู้และสอบถามเพิ่มเติมได้ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเทรดมาก (แต่ควรรู้ basic ไว้บ้าง ซึ่งเปิดมีการเปิดสอนทั้งแบบฟรี และมีค่าใช้จ่าย) 

สำหรับคนใหม่ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการเทรด สามารถเลือก copy trade ตามมาสเตอร์ได้ทันที สามารถมาเรียนรู้ได้ไม่ยาก ที่บริษัทมีให้เลือก สามารถรับกำไรที่ไม่ได้กำหนดตายตัว ขึ้นอยู่กับผลงานและสภาวะตลาดตามยอดที่เทรดได้จริง (บางช่วงอาจมีติดลบบ้าง ซึ่งเราต้องบริหารความเสี่ยงด้วย แต่ไม่เกิน 30% ที่เราจะเสี่ยง เพราะเป็นเรื่องปกติหากตลาดผันผวนหรือเกิดเหตุการณ์ที่คาดเดาตลาดยาก... แต่ภาพรวมที่ผ่านมากำไรล้วนๆ 

Forex ไม่ใช่ money game ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ นะครับ (แต่พวกนั้นมันทำลายสิ่งดีๆ ของ Forex ซึ่งเราขอประนามและไม่อยากให้ท่านไปลงทุนแบบนั้นซึ่งผิดกฎหมายและบาป) 

กำไร ของเราเกิดจากการ Copy Trade จาก master ที่เราเลือกจริงๆ ซึ่งเป็นนักเทรดมืออาชีพที่มีประสบการณ์สูง มาเป็นผู้ทำกำไรให้เรา...สบายใจได้ครับ...กำไรขาดทุนขึ้นลงตามจริง...เราสามารถเห็นทุกคำสั่งซื้อขายตลอดแบบสดๆ real time ผ่านโปรแกรมที่ธนาคารทั่วโลกใช้ 


Passive Income 
ใช้เงินทำงาน 
Copy Trade เครื่องมือปั่นเงิน 
Ai eZanFx อีกหนึ่งตัวเลือกของการลงทุน  

หมายเหตุ : การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนการลงทุน แต่การไม่ลงทุนเสี่ยงกว่า

รวยด้วยระบบ Copy‬ trade


ครั้งแรกที่คุณจะได้ Copy trade จากเทรดเดอร์อาชีพ โดยการคัดสรรจากทางโบรกเกอร์โดยตรงเพื่อให้คุณสบายใจในการ Copy‬ trade Nebula XC
Copy‬ trade นวัตกรรมการทำกำไรจากตลาด forex ซึ่งเป็นตลาดเทรดค่าเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดทำการ 24 ชม./5 วัน ซึ่งคุณสามารถทำกำไรได้ ตลอด 24 ชม. ภายใน 5 วันต่อสัปดาห์

มันจะดีไหมในขณะที่คุณกำลังทำงาน กินข้าว นอน ดูหนัง และท่องเที่ยว อยู่นั้น คุณยังสามารถมีรายได้และทำกำไร ได้ตลอดเวลา ด้วยการ Copy trade จากโปรแกรมอัติโนมัติ เพียงคุณสมัครและเปิดบัญชีกับโบรก ขั้นต่ำ 500$  หลังจากนั้นก็แค่กด Follow ตามเทรดเดอร์มืออาชีพระดับเทพ ที่ทางโบรก  Nebula Xc จัดสรรหามาให้ พอร์ตของคุณก็จะออกออเดอร์ตามโดยอัติโนมัติ คุณไม่ต้องนั่งเฝ้ากราฟ ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์การเทรดโปรแกรม copy trade จะทำงานให้โดยอัติโนมัติ และสามารถทำกำไรจาก Forexได้

Forex Copy trade เป็นระบบทำเงินอัติโนมัติในโลกยุคดิจิตัล บัญชีเป็นชื่อเราเองถอนเงินทุนและกำไรออกมาได้ ให้คุณสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข  Copy Trade

สิ่งที่คุณจะได้รับจากการเปิดบัญชีกับ  Nebula Xc
มีระบบ Copy Trade
- มีคอร์สเรียนรู้เรื่อง Forex ในราคาพิเศษ
- Nebula Xc เป็นคนที่คัค Master Trade มาเองไว้ใจได้ไม่มีตุกติก 
- สามารถทำ Hedge ได้
- สามารถเทรดข่าวได้ไม่ตุกติก ไม่มีการเลื่อน ออเดอร์
- มี EA แจกฟรี (ผ่านการ Test เรียบร้อย)
- ไม่มีการสอดไส้เทียนยาวๆ 
- ไม่มีการล้างพอร์ต แบบงงๆ ทั้งที่ Margin ยังไม่ลด
- Nebula Xc คือ Pure Abook


***ที่นี่ไม่ใช่การเอาเงินคุณไปฝากเทรดแบบหลายๆ ที่ที่กล่าวอ้างว่า ฝากเทรดรับกำไร ทุกๆ วัน แบบสัญญาจ่าย % ต่อวัน % ต่อเดือน พอยอดจ่ายเยอะๆ หมุนไม่ทัน หรือ พอได้เงินเยอะ เจ้าของระบบก็หอบเงินหนีไป (อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด) 

วันนี้ถือว่าพวกเราโชคดีสุด ๆ ที่ได้พบเจอระบบนี้ เชื่อว่าต่อไปจะหยุดพวก money game แชร์ลูกโซ่ หรือแชร์ต่างๆ ที่เอา Forex ไปกล่าวอ้างทำให้คนมอง Forex ไปในทางลบซึ่งจริงๆ แล้วมันสวยงามมากกว่าที่คิดถ้าคุณเข้ามาศึกษามันอย่างจริงจัง***

แล้วพบกับโบรกเกอร์ประเภท ABOOK และระบบ Copy Trade เร็วๆ นี้

ร่วมพิสูจน์การทำกำไรในตลาด FOREX ได้ด้วยตัวท่านเอง ด่วน!!!

Copy Trade, ea ขั้นเทพ,รวยจาก forex,หาเงินออนไลน์,รายได้เสริม,forex คืออะไรMaster trade ขั้นเทพ

"ใช้เงินทำงานสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ ระบบ Copy Trade  
โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย คุณก็รวยได้ By Nebula XC"

กฏ 10 ข้อในการอยู่รอด

กฏ 10 ข้อในการอยู่รอดและการลงทุนด้วยการวิเคราะห์ ทางเทคนิค

กฏทั้ง 10 ข้อนี้ เป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้ที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางเทคนิคสำหรับการลงทุน เพราะหากไม่มีหลักการดังกล่าวแล้ว เราก็จะไม่สามารถกำหนดการซื้อขายที่เป้นรุปแบบได้ ซึ่งให้กฏเหล่านี้ จะพูดถึงการวิเคราะห์แนวโน้ม หาจุดกลับตัว ติดตามเส้นค่าเฉลี่ย ( moving average) มองหาสัญญาณเตือน และอื่นๆ หาคุณสามารถเข้าใจและปฏิตามหลักการเหล่านี้ เชื่อว่าคุณก็จะสามารถเอาตัวรอดด้วยการลงทุนแบบวิเคราะหฺทางเทคนิคได้แน่นอน

1. ดูแนวโน้ม ( Trend ) 
เรียน รู้ Chart กราฟ ในระยะยาว โดยเริ่มจาก กราฟ ในระดับเดือน Monthly และ สัปดาห์ ( weekly) ของช่วงเวลา ( Time Frame) หลายๆปี การดูกราฟช่วงเวลาที่กว้างขึ้นจะสามารถทำให้มองเห็นแนวโน้มของตลาดในระยะยาว ได้อย่างแม่นตรงกว่าการมองกราฟในระยะสั้น เมื่อทราบถึงแนวโน้มระยะยาวแล้ว ก็ต้องกลับดูกราฟระยะสั้น ระดับวัน Daily ระดับ ชั่วโมง Hourly การดูแนวโน้มในระยะสั้นเพียงอย่างเดียวจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ถึงแม้ว่าคุณจะลงทุนในระยะสั้นคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหากคุณลงทุนในทิศ ทางเดียวกับแนวโน้มในระยะกลางและระยะยาว ( Middle Term and Long Term )

2. วิเคราะห์และไปตามแนวโน้ม ( Analysis and follow trend)
แนว โน้มของตลาดมีหลายช่วงเวลา ระยะยาว(Long Term) ระะกลาง(Middle Term) และระยะสั้น(Short Term) สิ่งแรก คือ คุณต้องรู้ว่าคุณลงทุนเป็นระยะเวลาเท่าใด และวิเคราะห์ กราฟของช่วงเวลาที่เหมาะสมโดยที่คุณไม่แน่ใจว่าคุณลงทุนไปในทิศทางเดียวกับ แนวโน้มในระยะเวลานั้นๆ ซื้อเมื่อแนวโน้มอยู่ในช่วงขาขั้น ( Up trend) และขายเมื่อแนวโน้มอยู่ในขาลง ( Down Trend) หากคุณลงทุนในระยะกลาง ให้ใช้กราฟในระดับวันและัสัปดาห์ ถ้าคุณลงทุนในระยะสั้น ให้ใช้กราฟระดับวันและชัวโมง อย่างไรก็ตามในแต่ละกรณี ให้ดูแนวโน้มของช่วงเวลาที่ยาวขึ้น และใช้กราฟของช่วงเวลาที่สั้นลงในการหาจุดที่จะเข้าซื้อ-ขาย

3.การหาจุดสูงสุดและต่ำสุด
วิเคราะห์ แนวรับแนวต้าน จุดที่ดีที่สุดในการเข้าซื้อ Buy/Long ก็คือจุด ที่ไกล้แนวรับมักจะเป็นจุดต่ำสุดของรอบการซื้อขายที่แล้ว จุดที่ดีที่สุดสำหรับการขาย Sell/Short ก็คือ จุดที่ใกล้แนวต้าน ซึ่งมักจะเป็นจุดสงสุดของกรอบราคาการซื้อขายที่แล้ว หากมีการเคลื่อนที่แนวต้าน แนวต้านก็กลายเป็นแนวรับสำหรับการปรับตัวลดลงอีกนัยนึง จุดสูงสุดเดิมกลายเป็นจุดสูงสุดใหม่และเช่นเดียวกัน ในกรณีที่ราคาทะลุผ่านแนวรับ มักจะมีแรงขายออกมาอย่างต่อเนื่องทำให้จุดต่ำสุดเดิมกลายเป็นจุดต่ำสุดใหม่

4.รู้ว่าจะไปไกลแค่ไหน จึงจะกลับตัว
เทียบ อัตราส่วนการขึ้นลงเป็นเปอร์เซนต์ โดยทั่วไปตลาดจะ มีการกลีบตัวทั้งขึ้นและลงตามสัดส่วนเปอร์เซนของแนวโน้ม ของช่วงเวลาก่อน คุณสามารถวัดอัตราส่วนของการปรับตัวขึ้นลงของแนวโน้มปัจจุบันโดยใช้ อัตรส่วนชุดหนึ่งที่มีการกำหนดค่าไว้แล้ว เช่น การกลับตัวขึ้นหรือลง 50%ของแนวโน้มก่อน เป็นอัตราพื้นฐานที่ใช้กันบ่อย อัตราส่วนต่ำสุดของการวัดการดีดกลับ คือ 1/3 ของแนวโน้มก่อนหน้านั้น และอัตราส่วนสูงสุดคือ 2/3 อัตราส่วนที่สำคัญและควรให้ความสนใจคือ อัตราส่วนของ Fibonacci 38.2% 61.8 % ดังนั้นเมื่อตลาดมีการพัดตัวในแนวโน้มขาขึ้นจะมีจุดซื้อคืนจุดแรก เมื่อตลาดปรับตัวลง 33-38% ของจุดสูงสุด

5.ใช้เส้นแนวโน้ม Trend Line 
เส้น แนวโน้ม TL เป็นหนึ่งในเครื่องมือการวิเคราะห์ที่่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งที่ต้องคำนึงมีเพียงของเขตที่เส้นแนวโน้มแสดงและจุด 2 ตำแหน่งบนกราฟ เส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดต่ำสุด / 06f ที่อยู่ไกล้กัน และเส้นแนวโน้มขาขึ้นวาดโดยใช้จุดสูงสุด 2 จุดที่อยู่ไกล้กัน ราคามักจะเคลื่อนที่เข้าใกล้เส้นแนวโน้มก่อนที่จะเคลื่อนที่กลับเข้าสู่แนว โน้มของมัน หาราคาทะลุผ่านเส้นแนวโน้ม จะแสดงถึงสัญญาณของการเปลีี่ยนแปลงแนวโน้ม เส้นแนวโน้มจะมีผลเมื่อราคาเคลื่อนที่แตะที่เส้น สาม ครั้ง เป็นอย่างน้อย เส้นแนวโน้มที่ลากได้ยิ่งยาว หมายถึง จำนวนครั้งมากขึ้นของการทดสอบเส้นแนวโน้มและยิ่งทำให้เส้นแนวโน้มมีความ สำคัญมากขึ้น

6.ติดตามเส้นค่าเฉลี่ย (Moving Average)
หมาย ถึงการ เคลื่อนที่ของเส้นค่าเฉลี่ย( Moving Average) ซึ่งจะบอกถึงราาเป้าหมายที่จะซื้อและขาย เ้ส้นค่าเฉลี่ยนี้จะแสดงให้เห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มเช่นใด และช่วยยืนยันสัญญาณการเปลี่ยนแนวโน้ม อย่างไรก็ตามเส้่นค้่าเฉลี่ยไม่ใช่เครื่องมือที่จะบอกล่วงหน้าว่าแนวโน้มกำ ลังจะเปลียน รุปแบบของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นที่นิยมคือการใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้น เพื่อหาจุดซื้อ-ขาย ค่าที่นิยมใช้สำหรับเส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้คู่กัน คือ period 5 , 10 , 20 , 34, 50 , 89 , 100 , 200 โดยทั่วไปแล้วจะจับคู่กันระหว่างเส้นแนวโน้มระยะสั้น และระยาว เส้นแนวโน้มระยะสั้นจะมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่า 50 และ เส้นแนวโน้มระยะยาวจะมากกว่า Period 50 สัญญาณการชื้อ ขาย เกิดขึ้นเมื่อ แนวโน้มระยะสั้นตัดกับแนวโน้มระยะยาว เช่น เส้นแนวโน้ม Period 5 ตัดกับ 50 เมื่อตัดกันแล้ว คุณก็ ซื้อ ด้วยเหตนี้ เส้นแนวโน้มค่าเฉลี่ยจึงเหมาะกับตลาดที่อยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน หรือตลาด มีเทรน

7. รู้ถึงจุดที่ตลาดกลับตัว 
Oscillators เป็นเครื่องมือที่ช่วงของขอบเขตอยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เป็น เครื่องมือที่วัดการแกว่งของตลาด เหมาะ สำหรับตลาด ที่มีเทรนไม่แน่นอน เป็นดัชนีที่ช่วยบ่งชี้จุดที่มีการซื้อหรือขายมากเกินไป ในขณะที่เส้นค่าเฉลี่ยจะช่วยยืนยันว่าตลาดมีการเปลี่ยนแนวโน้ม Oscillators จะช่วยเตือนล่วงหน้าว่าตลาดเคลื่อนที่ไปในทิศทางใดทางหนึ่งมากเกินไป และทำให้เกิดจุดกลับตัว Oscillator ที่เป็นที่นิยมได้แก่ Relative Strength Index (RSI) และ Stochastic ทั้งสองตัวนี้จัดเป็นเครื่องมือที่เรียกว่า Oscillator เพราะให้ค่าที่อยู่ในช่วง 0 ถึง 100 เมื่อ RSI มีค่าเกิน70 จะแดงว่ามีการซื้อที่มีมากเกินไป ( Overbought)และต่ำกว่า 30 แสดงว่ามีการขายมากเกินไป ( Oversold) ค่า OB และ OS สำหรับ Stochastic คือ80 และ 20 นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้ค่า 14 และ 9 สำหรับRSI และ Stochastic ใช้ค่า( 8 3 3 ) ( 14 3 3 ) ( 17 4 8 ) และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับความพึ่งพอใจของแต่ละบุคคล สัญญาณการกลับตัวที่เกิดขึ้นใน Oscillator จะเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังจะกลับตัว เครื่องมือเหล่านี้ใช้ได้ดีเมื่อตลาดอยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับการเล่นเกร็ง กำไร และไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจน สัญญาณในระดับสัปดาห์สามารถนำมาช่วยในการขจัดสัญญาณหลอกและยืนยันสัญญาณ ในระดับวัน และใช้สัญญาณในระดับวัน สำหรับยืนยันสัญญาณในรายชั่วโมง

8.มองเห็นสัญญาณเตือน 
Moving Average Convergence Divergence (MACD) เป็นดัชนีวัด(พัฒนาโดย Gerald Appel) ที่รวมเอาระบบการตัดผ่านของเส้นค่าเฉลี่ยและการชี้จุด Overbought/Oversold ของ oscillator ไว้ด้วยกัน สัญญาณที่จะซื้อจะเกิดเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดขึ้นเหนือเส้นที่ช้ากว่าา โดยทั้งสองเส้นอยู่ต่ำกว่า 0 Zero line สัญญาณขายเกิดขึ้นเมื่อเส้นที่เร็วกว่าตัดลงต่ำกว่าเส้นที่ช้ากว่าเหนือ 0 Zero Line สัญญาณในระดับสัปดาห์ จะมีน้ำหนักและความสำคัญมากกว่าสัญญาณในระดับวัน MACD Histogram ซึ่งมาลักษณะเป็นแท่ง แสดงถึงส่วนต่างระหว่าง MACD สองเส้น สามารถส่งสัญญาณว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มได้เร็วกว่าอีกด้วย

9. เป็นแนวโน้มหรือไม่เป็นแนวโน้ม
Average Direction Index( ADX) เป็นดัชนี ที่จะบอกว่าตลาดอยู่ในช่วงที่มีแนวโน้มหรือไม่และเป็นตัวช่ยวัดว่าแนวโน้ม อยู่ในระดับใด เส้น ADX ที่ชี้ขึ้นแสดงถึงแนวโน้มที่มีความชัดเจนมาก คงรใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ หากเส้น ADX ปรับตัวต่ำลง แสดงถึงตลาดที่ไม่มีแนวโน้มและเหมาะสำหรับเกร็งกำไรระยะสั้นคงรใช้ Oscillator ในการวิเคราะห์ การใช้ ADX ช่วยนักลงทุนในการวางแผนกลยุทธ์การลงทุนและในการเลือกใข้เครื่องมือที่เหมาะ สมกับสภาวะตลาด

10. รู้จักการดูสัญญาณเพื่อยืนยันแนวโน้ม
สัญญาณ ที่ให้ การยืนยันรวมถึงปริมาณการซื้อขายและจำนวนการซื้อขายที่มีการลงทุนจากผู้ที่ เข้ามาซื้อขายใหม่(Open Interest) ทั้ง สอง ตัวนี้ เป็นเครื่องมือสำคัญในการยืนยันแนวโน้มสำหรับตลาดล่างหน้า ปริมาณการซื้อขายมักจะส่งสัญญาณกลับตัวก่อนที่ราคาจะกลับตัว สิ่งสำคัญคือต้องมั่นใจว่ามีปริมาณการซื้อขาย อย่างหนาแน่นในทิศทางเดียว กับแนวโน้มปัจจบัน ในแนวโน้มขาขั้น ควรมีปริมาณการซื้อขายที่มากขึ้นเพื่อยืนยันว่าแนวโน้มนั้นยังแข็งแรงอยู่ ส่วน Open Interest ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะช่วยยืนยันว่ามีเงินไหลเข้ามาต่อเนื่องและช่วยหนุนให้แนว โน้มปัจจุบันคงอยู่ หาก Open Interest ลดลง ย่อมเป็นสัญญาณเตือนว่าแนวโน้มนัั้นใกล้สิ้นสุดลง ดังนั้น ราคาที่มีแนวโน้มสูงขึ้นควรมีปริมาณซื้อและ Open Interest หนุนอยู่ด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :  http://pipsrunner.blogspot.com


"ใช้เงินทำงานสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ ระบบ Copy Trade  
โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย คุณก็รวยได้ By Nebula Xc"


กุญแจสำคัญในการเล่น Forex

กุญแจที่สำคัญที่สุดในการเก็งกำไร ที่หลายๆ คนมักมองข้ามไป คืออะไร? พบกับคำตอบในคลิปนี้ครับ





"ใช้เงินทำงานสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ ระบบ Copy Trade  
โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย คุณก็รวยได้ By Nebula XC"

Leverage คืออะไร

Leverage คืออะไร

Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 
เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 
10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ
หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน 
โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ
คิดคร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา
(คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)
นั่นหมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,400 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $1 (สั่งเทรด 10,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 340 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10%
และด้วยทุนเพียง $1,000 (34,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด 100,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $100 หรือ 3,400 บาท
หรืออาจจะเริ่มเพียง $1 (34 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 1 เซ็นต์
ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ปั้น $5 จากทุนฟรีที่ Marketiva มีให้ ไปเป็น $1,000 ใน 3 เดือน
ลองคิดดูเล่นๆดู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $5
เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)
ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 20-30 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP 
(ทุก วันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +250 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด
ที่ Forex4You ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:500 นั่นแปลว่า 

เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตา
Leverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ
**การเทรดที่ใช้ Leverage สูง โปรดพิจารณาให้รอบคอบ เพราะยิ่ง Leverage สูง ยิ่งเสี่ยง


อธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นครับ...

Leverage ที่มากขึ้น ทำให้ใช้ margin น้อยลงครับ เช่น

หากเราสั่งเทรด 1 Lot (บน mt4 จะมีค่าเท่ากับการเทรด Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva)

หากใช้ Leverage 1:100 จะใช้ margin = $1,000 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:200 จะใช้ margin = $500 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:500 จะใช้ margin = $200 โดย 1 pip จะมีค่า = $10

สังเกตนะครับ ผมสั่งเทรดจำนวนเท่ากัน คือ 1 Lot (หรือ Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva ซึ่ง)
และ 1 pip นั้น ไม่ว่าจะใช้ Leverage เท่าไหร่ จะมีค่าเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ margin ที่ใช้ลดลง

ข้อดีของ Leverage ที่มากขึ้น คือการได้ใช้ margin ลดลง อาจะทำให้ถือลบ ได้นานอีกหน่อย
(ถ้าจะถือจนลบหมดตัว)

แต่ข้อเสียคือ ถ้ามองถึงการใช้ margin และยังคงดูเรื่อง fund management ที่เราพยายามเทรดไม่เกิน 10% ของทุน การที่ Leverage มากขึ้น เช่น เพิ่มจาก 1:100 ไปเป็น 1:200 แล้วเรายังคงเทรดโดยใช้ margin 10% สิ่งที่จะแตกต่างกันคือ (ถ้าทุน $10,000 เทรด โดยใช้ margin $1,000)

1:100 ต้องสั่งเทรด 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $10 ซึ่งถ้า -900 จุด จะโดน cut loss

แต่

1:200 ต้องสั่งเทรด 2 Lot (หรือ 200,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $20 ซึ่งถ้า -450 จุด จะโดน cut loss

ซึ่ง ถ้าจะใช้ให้ถูก ถึงเราจะเลือก 1:200 เราก็ควรจะเทรดที่ 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เหมือนเดิม เพื่อที่จะใช้ margin ลดลงเหลือ $500 ซึ่ง 1 pip จะยังคง = $10 และจะโดน cut loss เมื่อ -950 จุด
(ยืดมาได้ 50 จุด จากที่ใช้ 1:100 ที่ลบได้แค่ 900 จุด)


Leverage  ตามคำอธิบายของคุณ  MAX  แห่งเว็บ  thaiforexschool.com

Leverage คือ ระบบยืมเงินครับ เรายืมเงินของโบรกเกอร์มาเทรด หรือโบรกเกอร์ให้เรายืมเงินเทรด 
เช่น Leverage 1 : 100 เราใช้เงินของเราเพียง 1 % เพื่อเทรด แต่โบรกเกอร์ให้เรายืมถึง 99% 
เราเทรด 1 Lot ในความเป็นจริงแล้ว เราต้องมีเงินสูงถึง 100,000 USD เพื่อเทรด

สมมุติว่า เรา Buy  EUR (ยูโร) ที่อัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD  1.4500 แล้วปิดที่ 1.4550 ด้วยจำนวนเงิน 100,000 USD (1 Lot)  
เราจะได้ EUR มาทั้งหมด 100,000(usd) /(1.4500(usd)/1eur)=68965.517 EUR 
เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นไป 1.4550 เราก็เอา EUR ที่เราซื้อมาจำนวน 68965.517 EUR ไปขาย เพื่อแลกเป็น USD กลับมา
จะได้เท่ากับ   68965.517(eur)*(1.4550usd/1 eur)=100344.827usd ดังนั้นเราจะได้กำไร 344.827 usd 
เราจะเห็นว่า ในการเทรดแต่ละครั้ง ต้องใช้จำนวนเงินเยอะมากๆ ถ้าไม่มีระบบ Leverage มาช่วยเราไว้ เราคงไม่ได้เทรดกันหรอก 

ต่อไปเรามาดูโบรกเกอร์เค้ากำหนด Pip Value กันอย่างไร 
บางทีเราจะเห็นว่า เราเทรดคู่เงิน eur/usd ได้จุดละ 10 $ แต่ทำไมเทรด usd/chf ได้จุดละ 6-8 $ ( 1 Lot standard) หรือเทรด GBP/JPY ทำไมมันได้มากกว่า 1 $ 

มาดู Leverage ค่าต่างๆกันนะครับ ในกรณีนี้ผมจะยกตัวอย่างที่ 1 Lot (100000 usd) เราจะใช้ Margin เท่าไร ในการเทรด 
เทรดที่ Leverage 1 : 100 คือใช้ Use Margin 1/100=1 % ของจำนวนเงิน = 1%*100000= 1000 $  
จากตัวอย่างข้างบน ถ้าเราเทรดที่ 1 Lot ที่ Leverage 1 : 100 เราต้องใช้ Margin สูงถึง 1000 $ 

Leverage 1:200 ใช้ Use Magin 1/200=0.005=0.5%    Margin =0.5%*100000=500$
Leverage 1:400 ใช้ Margin 1/400=0.0025=0.25%       Margin =0.25%*100000=250$
Leverage 1:500 ใช้ Margin 1/500=0.0020=0.20%       Margin =0.20%*100000=200$ 
Leverage 1:1000 ใช้ Margin 1/1000=0.0010=0.1%     Margin=0.10%*100000=100$ 

นี่เป็นหลักการคำนวณคร่าวๆครับ แต่ในความเป็นจริง จำนวนมาจิ้นที่ใช้ของโบรกเกอร์ ต้องมีตัวแปรอื่นๆเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือโบรกเกอร์อาจจะกำหนดตายตัวไปเลย

เช่น Leverage 1 :100 บางโบรกอาจจะใช้ มาจิ้น 120 $ เพื่อเทรด 1.0 Lot แต่บางโบรกก็ใช้เพียง 100$ เพื่อเทรด 1 Lot 

สูตรการคำนวณ Equity( อิไควตี้ หรือ อิควายตี้ อ่านยังไงกันแน่ ฮ่าๆ) 
Equity = จำนวนเงินที่สามารถใช้ได้ หรืออาจะจเรียกว่า Available Margin ก็ได้ครับ
Equity= จำนวนเงินทั้งหมดในพอร์ตของเรา (Balance) + จำนวนเงินของพอร์ตที่เป็นบวก -จำนวนเงินของพอร์ตที่ติดลบ 

เลือก Leverage และเลือก Lot ให้เหมาะสมกับจำนวนเงิน Balance หรือ Equity ที่มีอยู่ด้วยนะครับ


ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล    
http://forextrader4you.blogspot.com/


"ใช้เงินทำงานสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ ระบบ Copy Trade  
โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย คุณก็รวยได้ By Nebula XC"


การทำเงินในตลาด Forex

เราทำเงินอย่างไรในตลาด FOREX ได้อย่างไร
ในตลาด Forex จะต่างจากหุ้น ตรงที่ เราจะดูกันเป็น “คู่” ครับ ยกตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโร กับเงินดอลล่าห์ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า base currency โดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย อย่างนี้ครับ

EUR/USD bid= 1.3500 offer= 1.3502

โบรกเกอร์จะทำเงินจากเราจากส่วนต่างของ bid-offer ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ซึ่งจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับส่วนต่าง bid-offer นี้ (แต่ละคู่ของค่าเงินจะไม่เท่ากัน เช่นที่ Broker Maketiva คู่ EUR/USD จะต่างกัน 2 หรืออย่าง GBP/JPY ต่างกัน 7 (ที่ Broker FxOpen แบบ micro จะมากกว่า Marketiva อยู่ +1 แต่ standard จะเท่ากัน))

เช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD อยู่ที่ 1.3502 (ที่ราคา offer) ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ 1.3500 (ที่ราคา bid) เท่ากับเราขาดทุน 0.0002 หรือ 2 จุด (หรือ pip)

ถ้าเราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ offer และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid - การ buy คือการที่เราซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ sell อัตโนมัติครับ - ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง

ข้อดีอีกข้อของตลาด Forex คือ เราสามารถเทรดขาลงได้ด้วย

เมื่อเราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ offer - การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ - ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก

แต่จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน

สมมุติว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3502 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา offer นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -2 นี่คืนส่วนของค่าคอมมิทชั่นของโบรกเกอร์ครับ)

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.3552 หรือขึ้นมา 50 จุด แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 50 จุด หรือ 50 pips หรือ 0.0050 หน่วยใน base currency ซึ่งในที่นี้คือ 0.0050 usd

น้อยมากใช่ไหมครับ 0.0050 USD = ครึ่งเซ็นต์ หรือประมาณ 17 สตางค์ เท่านั้น นั่นแปลว่าหากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 โอ้ว... ผมเองก็ไม่มีหรอกครับ $10,000

แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ

เดี๋ยวเรามาดูกันต่อในหัวข้อ Leverage นะครับ ว่าทำไมการมี Leverage ช่วยให้เราทำเงินเยอะ จากการลงทุนที่น้อยกว่าได้อย่างไร

ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล    
http://forextrader4you.blogspot.com/


"ใช้เงินทำงานสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ ระบบ Copy Trade  
โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อะไรมากมาย คุณก็รวยได้ By Nebula XC"

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

Margin Call คืออะไร

การเป็นนักเทรด Forex โดยปราศจากความรู้เรื่อง Margin Call ก็เหมือนกับการล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น เสมือนรอวันหมดตัว ไม่ได้ขู่นะครับ นี่เรื่องจริง ไม่ได้อิงนิยายด้วย อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมมีข่าวดีมาบอก หลังจากที่คุณได้อ่านบทความนี้จบลงแล้ว คุณก็จะเปลี่ยนจากคนที่ไม่รู้จักกับคำว่า”Margin Call คืออะไร” มาเป็นคนที่รู้จัก Margin Call ในตลาด Forex เป็นอย่างดีมากๆ

คุณจะประสบพบเจอกับ Margin Call ก็ตอนที่ Forex โบรกเกอร์ของคุณแจ้งเตือนมาว่า “เงินฝากของคุณมีมูลค่าน้อยกว่าขั้นต่ำที่ทางโบรกเกอร์กำหนดไว้ เพราะตอนนี้คุณกำลังติดลบอย่างหนัก และเขาก็กำลังจะปิดทุกออเดอร์ของคุณที่กำลังเปิดอยู่ หากคุณไม่มีการตัดสินใจฝากเงินหรือปิดออเดอร์ที่ถืออยู่”

ก่อนที่จะให้นิยามของคำว่า Margin Call จะขอแนะนำคำศัพท์ใหม่เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย คือ Margin, Margin Used, Margin Available และ Net Asset Value

Margin คือ เงินทุนที่อยู่ในบัญชีเทรด Forex

Margin Used คือ เงินทุน หรือ Margin ที่ใช้ไปในการเปิดออร์เดอร์เทรด ซึ่งกำลังเทรดอยู่ ณ ปัจจุบัน และยังไม่ได้ปิดการซื้อขาย

Margin Available คือ เงินทุน หรือ Margin ที่ยังเหลือและยังไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการเปิดออเดอร์สำหรับเทรด Forex

ยกตัวอย่างเช่น หากในบัญชีเทรด Forex ของคุณ ยังไม่มีการเปิดออเดอร์ใดๆเลย Margin Available จะเท่ากับ Margin ทั้งหมดในบัญชีเทรด แต่ถ้าหากมีการนำ Margin ไปเปิดออเดอร์บางส่วนแล้ว Margin Available จะมีค่าเท่ากับ Margin – Margin Used + (บวกกำไรหรือลบด้วยขาดทุนของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่ทั้งหมด)

สามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้

Margin Available = Margin – Margin Used + (Profit or -Loss) ของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่ทั้งหมด

กรณี Used Margin = 0; คือยังไม่มีการเปิดออเดอร์ใดๆเลย จะสามารถเขียนได้เป็น

Margin Available = Margin – 0 + 0

Margin Available = Margin

และ Net Asset Value คือ มูลค่ารวมทั้งหมดของบัญชีเทรด ซึ่งเกิดจากการนำกำไรหรือขาดทุน ของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่มาคิดคำนวณแล้ว

จะได้เป็น Net Asset Value = Margin + (Profit or -Loss) ของออเดอร์ที่ยังเปิดอยู่ทั้งหมด

เมื่อทำเข้าใจความหมายและสมการทางคณิตศาสตร์ตามที่ได้กล่าวมาอย่างดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราจะมาทราบถึงนิยามของคำว่า Margin Call กันแล้วครับ

Margin Call คือ สถานการณ์ที่มูลค่ารวมทั้งหมดของบัญชีเทรด (Net Asset Value) มีมูลค่าต่ำกว่าระดับที่ฟอเร็กซ์โบรกเกอร์กำหนด และต้องการเตือนให้ฝากเงินเพิ่มหรือปิดทุกออเดอร์ให้หมด หากนักเทรดฟอเร็กซ์เพิกเฉย ทางโบรกเกอร์ก็จะทำการปิดทุกออร์เดอร์หรือ position ที่ถืออยู่ทั้งหมด ในบัญชีเทรดของคุณ โดยอัตโนมัติ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Margin Closeout

ยกตัวอย่างเช่น คุณมีเงินอยู่ในบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์แห่งหนึ่งเท่ากับ $3,000 และใช้ Leverage 1:100 โดยโบรกเกอร์แห่งนี้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ Margin Call และ Margin Closeout ว่า หากมูลค่ารวมทั้งหมดของบัญชีเทรดของคุณ มีมูลค่าต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของ Used Margin จะทำการปิดทุก Position ทั้งหมดของคุณทันที

คุณตัดสินใจเปิด 1 Buy ออเดอร์ หรือ 1 Buy Position กับ GBP/USD ด้วย Standard Lot 100,000 จะใช้ Margin Used เท่ากับ $1,000 ณ เวลาต่อมาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คุณติดลบอย่างหนัก ตลาดวิ่งลงสวนทางคุณ จนทำให้ Net Asset Value มีมูลค่าต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของ Margin Used ทางฟอเร็กซ์โบรกเกอร์จะทำการปิดทุก Position ของคุณ และจะเหลือเงินในบัญชีของคุณประมาณ $500 ซึ่งจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของ Margin Used ($1,000/2)

หมายเหตุ จากตัวอย่างข้างบน ในขณะที่ Net Asset Value มีค่าเข้าใกล้ครึ่งหนึ่งของ Margin Used  จะมี Margin Call แจ้งเตือนมาจากทางโบรกเกอร์ ต่อมาเมื่อ Net Asset Value มีค่าต่ำกว่า ครึ่งหนึ่งของ Margin Used ก็จะเกิด Margin Closeout ทำให้ทุก Position ถูกปิดไปโดยอัตโนมัติทันที

น่ากลัวไหมหละ หากคำนวณไม่ดี หรือไม่เข้าใจใน Margin Call และ Margin Closeout จากเงิน $3,000 ก็อาจจะเหลือเพียง $500 ก็เป็นได้ ก่อนเปิดทุกออเดอร์ ขอให้คิดคำนวณอย่างรอบคอบทุกครั้ง

การสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ Copy Trade,รวยจาก forex, ระบบทำเงินอัตโนมัติ, หาเงินออนไลน์, Copy Trade, ea ขั้นเทพ, Signal Forex, master trade ขั้นเทพ,Margin Call คือ
ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.forexheng.com

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ประเภทของ Brokers

ประเภทของ Forex Broker
บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินเทรดเดอร์พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องโบรคเกอร์ ที่จะมาพร้อมกับข้อข้องใจมากมายว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดังนั้นวันนี้เรามาทำความรู้จักกับโบรคเกอร์กันก่อนว่ามีกี่ประเภท แล้วเค้าทำงานกันยังไง เพื่อเลือกดูว่าแบบไหนที่โดนใจเรามากที่สุด

ประเภทของโบรคเกอร์ Broker  A Book และ Bbook
ขั้นตอนแรกของการเลือกโบรคเกอร์คือ หาสิ่งที่คุณต้องการ และสำหรับโบรคเกอร์ ก็จะมีอยู่ 2  ประเภทหลัก คือ
1.  Dealing Desks (DD) หรือที่เรียกว่า Market Makers
2.  No Dealing Desks (NDD) สามารถแยกย่อยได้อีก คือ
   -  Straight Through Processing (STP) คือ การประมวลผลโดยตรง
   -  Electronic Communication Network + Straight Through Processing (ECN+STP) คือ  ระบบอัตโนมัติเพื่อเก็บคำสั่งซื้อที่ตรงกัน + การประมวลผลโดยตรง




Dealing Desks (DD) หรือ Market Makers คืออะไร Broker  A Book และ Bbook

Dealing Desks คือ โบรกเกอร์ที่ดำเนินการผ่านเคาน์เตอร์จัดการ (DD) โบรกเกอร์จจะสร้างรายได้ผ่านค่าสเปรด และการซื้อขายกับลูกค้าของพวกเขา และที่ได้ชื่อว่า Market Makers ก็เพราะว่าโบรคเกอร์ประเภทนี้จะสร้างราคาอัตราแลกเปลี่ยนเทียมขึ้นมาสำหรับลูกค้าของเขา ตอนนี้คุณแจจะกำลังคิดว่ามันเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของคุณ แต่อันที่จริงแล้วไม่เลย เพราะ Market Makers จะทั้งซื้อและขายในเวลาเดียวกัน ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาไม่ได้แยแสกับการตัดสินใจซื้อขายของลูกค้าเลย

และเมื่อ Market Makers เป็นผู้ควบคุมราคาเอง ทำให้มีความเสี่ยงที่น้อยมากในการตั้ง Fixed Spread (ค่าสเปรดคงที่) และลูกค้าของโบรคจะไม่เห็นราคาที่แท้จริงจากตลาดระหว่างธนาคาร แต่ไม่ต้องกลัวเมื่อเห็นว่าโบรคเกอร์ที่เป็น DD มีราคาปิดไม่ตรงกันกับตลาดระหว่างธนาคาร (ตลาดกลาง) การซื้อขายโดยใช้เคาน์เตอร์จัดการ (DD) มีการดำเนินงานดังนี้




สมมติว่าคุณเปิดคำสั่งซื้อสำหรับ EUR / USD 100,000 หน่วย กับโบรกเกอร์ที่เป็น DD และเพื่อตอบสนองความต้องการของคุณ ขั้นแรกโบรคเกอร์จะพยายามหาคำสั่งขายของลูกค้าอื่นๆเพื่อมาจับคู่กับออเดอร์ซื้อของคุณ หรือไม่ก็จะส่งออเดอร์ของคุณไปให้ฝ่ายบริหารจัดการสภาพคล่องของบริษัท ซึ่งก็คือนิติบุคคลขนาดใหญ่ที่พร้อมจะซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินอยู่แล้ว ซึ่งการทำแบบนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของพวกเขาได้ เพราะโบรคเกอร์จะได้เงินจากค่าสเปรดโดยไม่ต้องรับถือออเดอร์ที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับออเดอร์ของคุณ แต่อย่างไรก็ตามถ้าไม่สามารถจับคู่คำสั่งให้กับลูกค้าได้ พวกเขาก็จะต้องถืออเดอร์ฝั่งตรงข้ามให้กับลูกค้าเอง และคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่า บรรดาโบรคเกอร์ทั้งหลาย ต่างก็มีนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรที่จะตรวจสอบโบรกเกอร์ของคุณด้วยว่า นโยบายบริหารความเสี่ยงของพวกเขาเป็นเช่นไร



No Dealing Desk Broker คืออะไร? Broker  A Book และ Bbook


ตามชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า No Dealing Desk (NDD) นั่นก็คือ โบรคเกอร์ที่ไม่ส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าผ่านเคาน์เตอร์จัดการ ซึ่งหมายความว่าโบรคเกอร์ไม่ได้หาผลประโยชน์จากด้านอื่นในการเทรดของลูกค้าเลย ที่โบรคเกอร์ทำก็เพียงแค่เชื่อมโยงทั้งสองฝ่ายเข้าด้วยกันเท่านั้น



NDDs เป็นเหมือนผู้สร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างสองที่ NDDs สามารถเรียกเก็บค่านายหน้าที่มีขนาดเล็กมากสำหรับการซื้อขาย หรือโดยแค่ค่าสเปรดเพียงเล็กน้อย NDD โบรคเกอร์ ยังสามารถเป็นได้ทั้ง STP หรือ STP+ECN

Broker  A Book และ Bbook
โบรกเกอร์ STP คืออะไร ? Broker  A Book และ Bbook

STP ตือ โบรคเกอร์ที่มีระบบการประมวลผลโดยตรง โบรกเกอร์บางแห่งอ้างว่าพวกเขาเป็นโบรกเกอร์ ECN แต่อันที่จริงแล้ว พวกเขาเพียงแต่มีระบบการประมวลผลโดยตรง โบรกเกอร์ที่มีระบบ STP จะสามารถส่งคำสั่งซื้อขายของลูกค้าตรงไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องของพวกเขาซึ่งเข้าถึงตลาดระหว่างธนาคารได้โดยตรง

โบรกเกอร์ NDD STP มักจะมีผู้ให้บริการสภาพคล่องจำนวนมาก เนื่องจากผู้บริการสภาพคล่องแต่ละที่ก็จะมีการเสนอราคาและขอราคา (Bid- Ask) ของตัวเอง สมมุติว่า โบรกเกอร์ NDD STP ของคุณมีผู้ให้บริการสภาพคล่อง 3 แห่ง ในระบบของโบรคเกอร์ พวกเขาก็จะเห็นการเสนอราคาและขอราคา ของสามแห่งที่แตกต่างกัน  ตัวอย่างเหมือนรูปด้านล่างนี้





ในระบบของพวกเขาก็จะเห็นการเสอราคาและขอราคาที่ดีที่สุดและแย่ที่สุด จากตารางตัวอย่าง ราคาที่ดีที่สุดของการเสนอราคา (Bid) คือ  1.3000 (คุณต้องการขายสูง) และราคาที่ดีที่สุดของการขอราคา (Ask) คือ 1.3001 (คุณต้องการซื้อต่ำ) ดังนั้นราคา Bid/ Ask ตอนนี้คือ 1.3000/1.3001
แต่ว่าคุณจะไม่เห็นราคานี้ เพราะว่าโบรคเกอร์ไม่ได้ทำงานด้านการกุศล ดังนั้นโบรคเกอร์ก็จะคิดค่าบริการต่างๆเหล่านี้ โดยการเพิ่มขนาดราคามาร์คอัพขึ้นอีกนิดหน่อย ซึ่งปรกติการเพิ่มขนาดนี้จะคงที่ ถ้านโยบายของพวกเขาคือการเพิ่มมาร์อัพเข้าไปอีก 1 จุด ดังนั้นราคาที่คุณจะเห็นที่เพลทฟอร์ม(MT4) ของคุณก็จะเป็น 1.2999/1.3002  ดังนั้น คุณจะเห็น ค่า Spread เป็น 3 จุด ซึ่งเพิ่มมาจาก Spread จริงๆที่มีเพียง 1 จุด
และเมื่อคุณตัดสินใจที่จะซื้อ EUR / USD 100,000 หน่วย ที่ราคา 1.3002  ใบสั่งซื้อของคุณจะถูกส่งผ่านโบรกเกอร์ไปยังผู้ให้สภาพคล่องแห่งใดแห่งหนึ่งที่โบรคเกอร์มีอยู่ และถ้าคำสั่งซื้อของคุณได้รับการยอมรับจากผู้ให้สภาพคล่องแห่งใดแห่งหนึ่งแล้ว ผู้ให้สภาพคล่องแห่งนั้นก็จะขาย EUR / USD 100,000 หน่วยในราคา 1.3001 และคุณจะได้ซื้อ EUR / USD 100,000 หน่วยในราคา 1.3002 โบรกเกอร์ของคุณจะได้รับส่วนต่าง 1 จุดเป็นรายได้

และการที่มีการเปลี่ยนราคาเสนอซื้อขาย (Bid/ Ask) ก็คือเหตุผลว่าทำไม โบรคเกอร์ STP ส่วนใหญ่มีค่าเสรปดที่ผันแปลตลอดเวลา ถ้าสเปรดของผู้ให้บริการสภาพคล่องของพวกเขาเพิ่มขึ้น โบรคเกอร์ก็ต้องขยายสเปรดขึ้นตามไปด้วยอย่างไม่มีทางเลือก แต่ก็มีบางโบรคเกอรื STP ที่เสนอค่าสเปรดคงที่ให้ลูกค้า แต่ส่วนมากจะมีสเปรดที่ผันแปรมากกว่า



โบรกเกอร์ ECN คืออะไร Broker  A Book และ Bbook
ECN ก็คือ ระบบอัตโนมัติเพื่อเก็บคำสั่งซื้อที่ตรงกัน ดังนั้นโบรกเกอร์ ECN ก็คือ โบรคเกอร์ที่จับคู่คำสั่งของลูกค้าในเครือข่าย ECN ของตนเอง ซึ่งลูกค้าในเครือข่ายนี้อาจจะเป็นธนาคาร เทรดเดอร์รายย่อย หรือกองทุนป้องกันความเสี่ยง หรือแม้แต่โบรคเกอร์อื่นๆ โดยสิ่งที่สำคัญก็คือ การที่ผู้เข้าร่วมในระบบแต่ละคน ต่างก็จะแข่งกันเสนอราคาซื้อขาย และ ECNs ยังช่วยให้ลูกค้าของพวกเขาเห็น "ความเป็นไปของตลาดจริงๆ" ซึ่งจะแสดงคำสั่งซื้อและขายของนักลงทุนในตลาดอื่นๆด้วย เพราะธรรมชาติของ ECN จึงเป็นการยากที่จะเพิ่มค่าสเปรด ดังนั้น โบรคเกอร์ ECN มักจะได้ค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยจาก "ค่าคอมมิสชั่น" ที่เรียกเก็บจากเราเท่านั้นเอง

***เราจะเรียก Broker ที่ส่งราคาเข้าตลาดจริงว่า A Book และ Broker ที่ไม่ได้ส่งราคาจริงว่า B Book โบรกเกอร์ที่แท้จริง จะทำกำไรจากค่า Spread และ Commission***

"สรุปคือโบรกเกอร์ประเภท 
Dealing Desks (DD) หรือ BBOOK ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว"
การสร้างรายได้จาก Forex ด้วย EA และ Copy Trade,รวยจาก forex, ระบบทำเงินอัตโนมัติ, หาเงินออนไลน์, Copy Trade, ea ขั้นเทพ, Signal Forex, master trade ขั้นเทพ,Margin Call คือ
ขอบคุณข้อมูลจาก


แปลและเรียบเรียงโดย PipsHunter THFX

 
Design by Wordpress Theme | Bloggerized by Free Blogger Templates